เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคภาคใต้

กรณีศึกษา - ผลิตภัณฑ์สุขภาพ

รวบรวมข่าวที่เกิดขึ้นในสังคม พร้อมวิเคราะห์ปัญหา แนวทางแก้ไข

กรณีศึกษา ผลิตภัณฑ์โอทอปพบสารกันบูดเกินมาตรฐาน

by twoseadj @October,14 2009 14.17 ( IP : 113...25 ) | Tags : กรณีศึกษา - ผลิตภัณฑ์สุขภาพ
photo  , 1742x1108 pixel , 228,362 bytes.

พบสารกันปูดเกินมาตรฐาน 10 เท่าแกงไตปลา-น้ำพริกกุ้งเสียบ" โอทอประดับ 5 ดาว จี้ให้ความรู้ชาวบ้านผู้ผลิต ด้าน อย.เต้น สั่งการ สสจ. ทั่วประเทศสุ่มตรวจโรงงานผลิต เส้นก๋วยเตี๋ยว-คุมเข้มใส่สารกันบูด ฝ่าฝืนเจอโทษปรับ 2 หมื่น อนาคตเตรียมยกระดับโรงงาน ผลิตต้องได้มาตรฐานจีเอ็มพีและต้องติดฉลาก ยังบอกไม่ได้รับประทานกี่ชามจึงจะปลอดภัย ด้านเลขาธิการ อย. ขำ ๆ บอกซดเกาเหลาสบาย ใจกว่า

ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เมื่อวันที่ 28 ส.ค. นพ.นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย รองเลขาธิการ อย. แถลงว่า ตามที่ การตรวจพบสารกันบูด หรือสารกันเสีย คือ กรดเบนโซอิกปริมาณเกินมาตรฐานกำหนดในเส้นก๋วยเตี๋ยวนั้น อย.ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งการให้สาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศเข้าไปกำกับดูแล และสุ่มตรวจโรงงานผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยวโดยเร่ง ด่วน หากพบว่ามีการใช้สารกันบูด โดยเฉพาะ กรดเบนโซอิก และซอร์บิก เป็นส่วนผสมในเส้นก๋วยเตี๋ยว ในปริมาณที่สูงเกินที่กำหนด คือ 1,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ผู้ประกอบการจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายมีโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท รวมไปถึงเร่งให้ความรู้และคำแนะนำแก่ผู้ประกอบการผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยว ถึงวิธีการใช้สารกันบูดให้ถูกต้องและปลอดภัยต่อผู้บริโภคด้วย

รองเลขาธิการ อย. กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นทาง อย.ได้รับรายงานดังกล่าวจากทาง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มาก่อนหน้านี้แล้ว อย่างไรก็ตามในอนาคตอาจจะมีการเพิ่มมาตรการควบคุมมากขึ้นโดยการยกระดับให้ผู้ผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยวในระดับโรงงานตั้งแต่ 5 แรงม้าขึ้นไป และมีคนงานตั้งแต่ 7 คนขึ้นไป จะต้องผ่านเกณฑ์ตามมาตรฐานจีเอ็มพี โดยสถานประกอบการจะต้องมีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานสะอาดและปลอดภัย ตามเกณฑ์กำหนด รวมทั้งจะต้องติดฉลากเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคมากขึ้น หากมีการใส่กรดเบนโซอิกในเส้นก๋วยเตี๋ยว ปริมาณที่ใส่มีค่าไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อกิโล กรัม ตามที่คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานอาหารสากล (codex) กำหนด ใน 1 วันประชาชน สามารถบริโภคก๋วยเตี๋ยว 2-3 ชามได้อย่างปลอดภัย แต่ถ้ามีการใส่สารดังกล่าวเกินมาตรฐาน เช่นตามข่าวที่ตรวจพบ 17,250 มิลลิกรัม คงไม่สามารถระบุชัดเจนได้ว่าควรรับประทานกี่ชามต่อวันจึงจะปลอดภัย อย่างไรก็ตามในขณะนี้คาดว่ามีโรงงานผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยวทั่วประเทศเกือบทุกอำเภอและทุกจังหวัด โดยผู้ผลิตรายใหญ่น่าจะมีประมาณ 200-300 โรงงาน

ผู้สื่อข่าวถามว่าประชาชนจะมั่นใจได้อย่างไรว่ารับประทานเส้นก๋วยเตี๋ยวแล้วปลอดภัย นพ.นิพนธ์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าปัจจุบันคนที่รับประทานก๋วยเตี๋ยวไม่รู้ว่าเส้นผลิตจากโรงงานไหน แม่ค้าเองก็ไม่รู้ ด้วยเหตุนี้ อย.คงต้องนำเรื่องนี้มาพิจารณาเพื่อยกระดับการผลิตเส้นก๋วย เตี๋ยวให้มีมาตรฐานมากขึ้น โดยต้องแจ้งให้กระทรวงสาธารณสุขทราบว่ามีการตั้งโรงงานที่ไหน การยกระดับโรงงานให้ได้มาตรฐานจีเอ็มพีจะทำให้ทราบแหล่งผลิตและสามารถเข้าไปกำกับดูแลได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งนอกจากเส้นก๋วยเตี๋ยวที่จะต้องได้ GMP แล้ว ต่อไปอาหารประเภท กะทิ จะต้องได้มาตรฐาน GMP เช่นกัน และอาจจะต้องมีการติดฉลาก เมื่อถามว่าการลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวจะทำให้สารกันบูดเจือจางลงไปหรือไม่ นพ.นิพนธ์ กล่าวว่า อาจทำให้เจือจางลงได้เพียง 10% เนื่องจากสารกันบูดดังกล่าวอยู่ในเส้นก๋วยเตี๋ยวดังนั้นการลวกเส้นจึงไม่ช่วยอะไร

ด้าน นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล เลขา ธิการ อย. กล่าวปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าวโดยมอบให้ นพ.นิพนธ์ เป็นผู้ให้ข่าวแทน โดยกล่าวติดตลกเพียงสั้น ๆ ว่า ต่อไปเห็นที่จะต้องหันไปกินเกาเหลาแทน

ด้านนายอนัตตา การุญ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ 5 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ภูเก็ต กล่าวว่า น้ำพริกกุ้งเสียบและแกงไตปลา เป็นอาหารพื้นเมืองทางภาคใต้ที่มีชื่อเสียงแพร่หลายมานาน ได้มีการพัฒนาคุณภาพเป็นผลิตภัณฑ์น้ำพริกกุ้งเสียบ และแกงไตปลาที่มีบรรจุภัณฑ์สวยงามหลากหลายแตกต่างกันไป โดยมีการวางจำหน่ายเป็นของฝากตามเมืองท่องเที่ยว หลายยี่ห้อยังเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนหรือ โอทอประดับ 5 ดาว ทางศูนย์วิทยาศาสตร์ภูเก็ตจึงได้ลองเก็บตัวอย่างสำรวจคุณภาพของฝากอาหารพื้นเมือง โดยคัดเลือกผลิตภัณฑ์เด่น ๆ ในพื้นที่ คือ น้ำพริกกุ้งเสียบ และแกงไตปลา จากร้านที่จำหน่ายของฝากใน 3 จังหวัด ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ คือ จ.กระบี่ พังงา และภูเก็ต 50 ตัวอย่าง แบ่งเป็นน้ำพริกกุ้งเสียบ 27 ตัวอย่าง แกงไตปลา 23 ตัวอย่าง โดยไม่ซ้ำยี่ห้อทั้งที่มีชื่อเสียงและที่วางจำหน่ายทั่วไป เพื่อตรวจดูปริมาณวัตถุกันเสียชนิดกรดเบนโซอิกและกรดซอร์บิก ซึ่งเป็นสารวัตถุกันเสีย สารตะกั่ว แคดเมียม ปรอท และดูปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ด้วยการตรวจวิธีทางเคมีและจุลชีววิทยา โดยเริ่มเก็บตัวอย่างตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2549 จนสิ้นสุดปีงบประมาณ

จากผลการตรวจ พบว่า ร้อยละ 50 ของจำนวนผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ทั้งแกงไตปลาและน้ำพริกกุ้งเสียบไม่เข้าเกณฑ์มาตรฐาน เนื่องจากมีการตรวจพบจุลินทรีย์ทั้งหมดและมีการใช้วัตถุกันเสียที่เกินค่ามาตรฐาน โดยผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้วัตถุกันเสีย พบว่า มีการใช้ที่เกินค่ามาตรฐานสูงสุดถึง 10 เท่า คือ 2,000-3,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากผู้ประกอบการซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแม่บ้านไม่เข้าใจวิธีการใช้วัตถุกันเสียที่ถูกต้อง จึงจำเป็นต้องให้ความรู้ โดยเน้นควบคุมการผลิตไม่ให้ปนเปื้อนที่ส่งผลต่ออาหารเพื่อให้มีการใช้สารวัตถุกันเสียน้อยลง ทั้งนี้การวิจัยนี้ยอมรับว่าย่อมส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์โอทอป แต่ทั้งนี้เพื่อเป็นการยกระดับ ก้าวสู่มาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อให้ผลิตภัณฑ์พื้นบ้านได้มาตรฐานความปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับทำให้การจำหน่ายกว้างขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ.

แหล่งข่าว เดลินิวส์

แสดงความคิดเห็น

« 1351
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ : เนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการขึ้นบรรทัดใหม่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง