ข่าวสาร-ประชาสัมพันธ์
ความก้าวหน้าของกฎหมายไทย....พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความผู้บริโภค 2551
บทความ โดย
นายชัยรัตน์ จุมวงษ์ กรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สภาทนายความ
อนุกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทฯ(สคบ.) สำนักนายกรัฐมนตรี ระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความผู้บริโภค 2551
ในวันที่ 23 สิงหาคม 2551 นี้ ได้มีความก้าวหน้าในกระบวนการยุติกรรมในด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ปรากฎขึ้นมาใหม่อีกครั้ง นั่นก็คือได้มีการประกาศใช้บังคับ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความผู้บริโภค พ.ศ.2551
ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า ปัจจุบันระบบเศรษฐกิจมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีการผลิตสินค้าและบริการมากขึ้น คุณภาพของสินค้าและบริการ ตลอดจนเทคนิคทางการตลาดของผู้ประกอบธุรกิจได้เปลี่ยนแปลงไปอยู่เรื่อยๆ ทำให้ผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่เสมอ จนเกิดข้อพิพาทขึ้นมากมาย กระบวนการเรียกร้องค่าเสียหายต้องใช้เวลานานและยุ่งยาก ดังนั้นจึงเป็นการสมควรให้มีระบบวิธีพิจารณาคดีที่เอื้อต่อการใช้สิทธิเรียกร้องของผู้บริโภค และขณะเดียวกันจะทำให้ผู้ประกอบธุรกิจเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ พร้อมหันมาพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการให้ดียิ่งขึ้น
กฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายในส่วนแพ่ง โดยเป็นกฎหมายเพื่อการเยียวยาด้วยความรวดเร็วให้แก่ผู้บริโภค มีบุคลากรของศาลช่วยดำเนินการของคดีให้แก่ศาลรวมอยู่ด้วย และเน้นการเจรจาไกล่เกลี่ยเป็นหลัก ก่อนเข้าสู่กระบวนการสืบพยานโจทก์และจำเลย ดังนั้นคดีผู้บริโภค จำนวนมากจะยุติลง หรือจบลงด้วยการเจรจาไกล่เกลี่ยอย่างแน่นอน (ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) สำนักนายกรัฐมนตรี ก็ใช้วิธีการไกล่เกลี่ยเป็นหลักเช่นกัน และสามารถยุติลงได้จำนวนมาก)
กรณีที่มีปัญหาว่าคดีใดเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ ศาลอุทธรณ์จะเป็นผู้วินิจฉัย และคำวินิจฉัยที่ให้เป็นที่สุด
ในเรื่องอายุความนั้น ขึ้นอยู่กับความเสียหายที่เกิดขึ้น และข้อเท็จจริงบางอย่าง เช่น ถ้าเป็นความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรือ อนามัย อายุความใช้สิทธิเรียกร้องจะเป็นภายใน 3 ปี หรือ 10 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหาย นอกจากนี้ หากมีการเจรจาเกี่ยวกับค่าเสียหายต่อกับอายุความจะสะดุดหยุดอยู่ไม่เคลื่อนในขณะนั้นเป็นต้น
กรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องการฟ้องผู้บริโภคนั้น กฎหมายกำหนดให้ฟ้องได้เฉพาะผู้บริโภคเท่านั้น ที่สำคัญอย่างยิ่ง การฟ้องคดีผู้บริโภค โจทก์จะฟ้องด้วยวาจา หรือเป็นหนังสือก็ได้ โดยจะมีเจ้าพนักงานคดีทำการบันทึกรายละเอียดคำฟ้องให้
และถ้าเป็นประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการผลิต การประกอบ การออกแบบ หรือส่วนผสมของสินค้า การให้บริการ หรือการดำเนินการใดๆ ภาระการพิสูจน์ในประเด็นเหล่านี้ จะตกแก่ผู้ประกอบธุรกิจ
หากเป็นกรณีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีผู้บริโภคใดแล้วต่อมาภายหลังปรากฏว่ามีการฟ้องกับผู้ประกอบธุรกิจรายเดียวกันอีกโดยมีข้อเท็จจริงที่พิพากษาเป็นอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ศาลในคดีหลังอาจมีคำสั่งให้ถือว่าข้อเท็จจริงในประเด็นเป็นอันยุติไม่ต้องสืบพยานหลักฐานใหม่
นี่เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้นของกฎหมายฉบับนี้ อย่างไรก็ตามถือว่ากระบวนการเรียกร้องของผู้บริโภคเริ่มมีการพัฒนามามาก
ที่มาhttp://www.consumerthai.org/cms/index
หัวข้อที่เกี่ยวข้อง
- ร้องเรียนได้ง่ายเพียงโทรมา
- เจออีก! “ช็อกโกแลตนม ออร์ฟิค” มีเมลามีนเกิน อย.เตือนอย่ากินขนมเมืองจีน
- อย.เก็บไข่ไก่ตรวจหาเมลามีน-ประสานปศุสัตว์ตรวจเข้มอาหารสัตว์
- แรงงานจี้หยุดดึงแสนล้านประกันสังคมล้างหนี้ครู ขู่วางพวงหรีดหากไม่ยุติ
- สปสช.จี้รัฐเก็บภาษีผู้ป่วยต่างชาติอุดสมองไหล สมาคม รพ.เอกชนหวั่นกระทบท่องเที่ยว
