ข่าวสาร-ประชาสัมพันธ์

ไอโอดีน เท่าไรจึงพอดี

by twoseadj @April,21 2009 18.57 ( IP : 114...231 ) | Tags : ข่าวสาร-ประชาสัมพันธ์
photo  , 250x242 pixel , 4,507 bytes.

เกลือไอโอดีน น้ำปลาผสมไอโอดีน ไข่ผสมไอโอดีน แค่ไหนถึงจะพอดี

ทุกวันนี้ ท่านคงได้รับข่าวสารเกี่ยวกับไอโอดีนและความสำคัญของสารนี้พอสมควร รวมทั้งมีการส่งเสริมให้รับประทานเกลือไอโอดีน น้ำปลาผสมไอโอดีน ไข่ผสมไอโอดีน ฯลฯ เพื่อให้ได้รับในปริมาณที่พอเพียงเพื่อป้องกันการเกิดโรคคอพอก เราควรจะต้องรับประทานเกลือเสริมไอโอดีนเสมอหรือไม่

ถ้ารับประทานเค็ม อาหารอะไร อะไรก็เหยาะเกลือ เติมน้ำปลาจะได้รับไอโอดีนมากเกินไปหรือเปล่า ถ้าได้รับมากเกินไปจะเกิดโทษต่อร่างกายหรือไม่ หน้าที่และความสำคัญของสารไอโอดีนคืออะไรแน่ ไอโอดีนต่างจากไอโอไดด์หรือเปล่า? เวลาอ่านปริมาณไอโอดีนในอาหารที่เสริมไอโอดีน จะแปลอย่างไร? รับประทานเกลือทะเลก็พอแล้วใช่ไหม บทความนี้จะช่วยให้เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ และยังคลายข้องใจเกี่ยวกับปัญหาว่าจะได้รับไอโอดีนมากเกินไปหรือไม่

ไอโอดีน (Iodine) ไอโอไดด์ (Iodide) ไอโอดีน (symbol I)เป็นธาตุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีสีเขียวดำและเป็นพิษ ใช้เป็นสารรังสีในการตรวจรักษาโรคไธรอยด์หรือใช้ผสมเป็นยาฆ่าเชื้อ เช่น ทิงเจอร์ไอโอดีน

ในอาหาร ไอโอดีนจะไม่อยู่ในรูปที่เป็นธาตุ แต่จะอยู่ในรูปของเกลือไอโอไดด์ (iodide) หรือ เกลือไอโอเดต (iodate) ร่างกายไม่สามารถสร้างธาตุนี้ได้ จะต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น ซึ่งมีอยู่มากในอาหารทะเล มีผู้พบว่าโรคคอพอกสัมพันธ์กับการขาดอาหารทะเลและไอโอไดด์

ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้เริ่มมีการเติมหรือเสริมไอโอไดด์ในเกลือ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1920 หรือเมื่อปี พ.ศ.2473 ในสมัยรัชการที่ 6 และยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน ส่วนเกลือที่ไม่เสริมไอโอดีนเลยก็มีจำหน่ายเช่นกัน

ประเทศแคนาดา ส่งเสริมให้ประชาชนรับประทานเกลือเสริมไอโอดีนเท่านั้น ปัจจุบันปัญหาการขาดธาตุไอโอดีน ซึ่งเป็นสาเหตุนำมาของโรคคอพอก ยังคงพบอยู่ในหลายประเทศที่ห่างไกลทะเล อาทิเช่น ประเทศในทวีปอัฟริกา อเมริกากลาง ส่วนในประเทศไทยก็ยังคงมีบ้างในบางพื้นที่ แม้ตัวเลขของโรคขาดสารไอโอดีนจะลดน้อยลงก็ตาม (ร้อยละ 19.3 ในปี พ.ศ.2532 เป็นร้อยละ 3.3 ในปัจจุบัน)

ความสำคัญของไอโอไดด์/ไอโอดีน ไอโอไดด์ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมไธรอยด์ มีชื่อเรียกว่าไธร๊อกซีน (Thyroxine) หรือไธรอยด์ฮอร์โมน ต่อมไธรอยด์จะดูดซึมไอโอไดด์จากกระแสเลือดที่ได้รับจากอาหารที่รับประทานแล้วนำมารวมกับกรดอะมิโน ไธโรซีน(tyrosine) แล้วสร้างเป็นไธรอยด์ฮอร์โมน (รูปที่ 1) ไอโอไดด์เกือบทั้งหมดในร่างกายจะอยู่ที่ต่อมไธรอยด์นี้ และมีอยู่ในกระแสเลือดเพียง 8-15 ไมโครกรัม/100 มิลลิลิตร เท่านั้น

ไธรอยด์ฮอร์โมนมีหน้าที่สำคัญต่อระบบเมตาบอลิซึ่มของร่างกาย การเผาผลาญอาหารเพื่อให้พลังงานแก่ร่างกายทำให้เรากระฉับกระเฉง ทำงานต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตของเซลล์ จึงช่วยทำให้การพัฒนาและการเจริญเติบโตของเด็ก ช่วยการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ เช่น หัวใจ ตับ กล้ามเนื้อ ฯลฯ การขาดฮอร์โมนนี้จึงเป็นปัญหามาก โดยเฉพาะในเด็ก

อาการของโรคขาดสารไอโอดีนหรือไอโอไดด์ ถ้าร่างกายได้รับไอโอไดด์ ไม่พอเพียงจากอาหารที่รับประทาน ผลก็คือ ฮอร์โมนไธร๊อกซีนจะไม่ถูกผลิตขึ้นตามปกติ อาการผิดปกติต่าง ๆ จะเกิดขึ้น ซึ่งสังเกตได้คือ

มีอาการอ่อนเพลีย เชื่องช้า ง่วงซึม ผิวหนังแห้ง หนาวง่าย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และมีอาการคอพอก ซึ่งมาจากต่อมไธรอยด์ที่โตขึ้น

สาเหตุที่ต่อมไธรอยด์โตขึ้นนั้นเนื่องจากถูกกระตุ้นให้ทำงานมากขึ้น โดยพยายามที่จะดูดเอาไอโอไดด์ที่มีอยู่ในกระแสเลือดให้ได้มากที่สุด ฮอร์โมนที่กระตุ้นต่อมไธรอยด์นี้หลั่งมาจากต่อมใต้สมอง มีชื่อเรียกว่า Thyroid stiumlating hormone (TSH) ตามปกติ สารกระตุ้นต่อมนี้จะถูกยับยั้งการสร้างโดยฮอร์โมนไธร๊อกซีน เมื่อต่อมไธรอยด์สร้างไธร๊อกซีนไม่ได้เพราะไอโอไดด์ไม่พอ ทำให้ฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไธรอยด์นี้ถูกสร้างให้เพิ่มมากขึ้นจากต่อมใต้สมอง (รูปที่ 2)

นานวันเข้าผลก็คือ ต่อมไธรอยด์ใต้คอจะโตขึ้นๆ อาการขาดไอโอดีนและมีผลให้ต่อมไธรอยด์นี้ เรียกภาษาไทยว่าคอพอก หรือโรคคอพอก เรียกศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Goiter บางครั้งถ้าโตเพียงเล็กน้อย อาจเห็นไม่ชัดโดยเฉพาะในเด็กวัยเรียน แต่ถ้าให้แหงนคอขึ้นและใช้มือคลำก็จะพบอาการเหล่านี้ได้ง่าย

จากการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่า โรคนี้มักเกิดขึ้นในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และถ้าหญิงนั้นขาดไอโอไดด์หรือไอโอดีนช่วงตั้งครรภ์ในระยะแรก เด็กที่เกิดมาอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการเจริญเติบโต กระดูกไม่เติบโต ทำให้แคระแกรน ระบบประสาทและสมองไม่พัฒนา ทำให้สมองและปัญญาอ่อน หูหนวก ขาแข็ง กระตุก ซึ่งในภาษาบ้านเราเรียกว่า เป็นโรคเอ๋อ

โรคขาดไอโอดีนในบ้านเรา พบในประชาชนที่อาศัยอยู่ในแถบภูเขาถิ่นทุรกันดารห่างจากทะเล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ อาทิเช่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน ยโสธร เชียงราย เลย และตาก โรคนี้ไม่เฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น ในต่างประเทศ เช่น ประเทศในทวีปอเมริกากลางก็พบปัญหานี้เช่นกัน

การป้องกันโรคขาดไอโอดีน ง่ายที่สุดคือ รับประทานอาหารที่มีไอโอไดด์อยู่ให้พอเพียง อาหารที่มีไอโอไดด์สูงได้แก่ อาหารทะเลทุกชนิด ปลาทะเล ปู หอย สาหร่ายทะเล หรือพืชที่อยู่ริมทะเล

เกลือที่ได้จากทะเลไม่มีไอโอไดด์อย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะขั้นตอนในการทำเกลือทะเลนั้น ทำให้ไอโอไดด์สูญสลายเสียไปหมด ส่วนเกลือสินเธาว์นั้นก็ไม่มีไอโอไดด์เช่นกัน ในหลาย ๆ ประเทศจึงมีการเติมสารไอโอไดด์นี้ในเกลือเพื่อป้องกันการขาดธาตุไอโอดีน

เราจำเป็นต้องได้รับไอโอดีน เท่าใดจึงพอดี ในร่างกายปกติ ระดับของไอโอไดด์ในเลือดจะมีค่าประมาณ 8-15 ไมโครกรัม/100 มิลลิลิตร และจับกับพลาสม่าโปรตีนอยู่ประมาณ 6-8 ไมโครกรัม/100 มิลลิลิตร ข้อกำหนดสารอาหารควรรับประทานไอโอดีนให้ได้วันละ 150 ไมโครกรัมต่อวัน แต่ถ้ารับประทานเพียงวันละ 50 ไมโครกรัม ก็สามารถที่จะป้องกันโรคคอพอกได้แล้ว

ในประเทศสหรัฐอเมริกา เกลือเสริมไอโอไดด์ที่ได้มาตรฐานจะมีไอโอดีนอยู่ 76 ไมโครกรัมต่อเกลือ 1 กรัม ตามปกติแล้ว เราควรรับประทานเกลือโซเดียมคลอไรด์(เกลือแกง)วันละประมาณ 500 มิลลิกรัมต่อวัน แต่คนส่วนใหญ่ได้รับมากกว่านั้นเพราะรับประทานอาหารที่มีรสจัดและอาหารสำเร็จรูป จำพวกฟาสต์ฟู้ดต่าง ๆ มีปริมาณเกลืออยู่สูง เราจึงรับประทานเกลือเฉลี่ยวันละประมาณ 2 กรัม ซึ่งทำให้ได้รับไอโอไดด์ประมาณ 150 ไมโครกรัมต่อวัน

ในประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายที่จะให้มีเกลือเสริมไอโอดีนจำหน่ายและกระจายทั่วประเทศ โดยที่เกลือต้องมีไอโอดีนอย่างน้อย 30 พีพีเอ็ม ซึ่งหมายถึง เกลือล้านส่วนจะมีไอโอดีนอยู่ 30 ส่วน ถ้าแปรผลในรูปของน้ำหนัก หมายถึงเกลือหนัก 1 กรัม มีไอโอดีนอยู่ 30 ไมโครกรัมนั่นเอง

ดังนั้น ถ้าวันหนึ่งเรารับประทานเกลือ(เสริมไอโอดีน)โดยเฉลี่ย 2 กรัมจะได้รับไอโอดีนวันละ 60 ไมโครกรัม ซึ่งพอเพียงที่จะป้องกันการเกิดโรคจากการขาดไอโอดีนหรือโรคคอพอกได้

อย่างไรก็ตาม เกลือเสริมไอโอดีนในประเทศไทยมีระดับของไอโอไดด์ ค่อนข้างหลากหลายตั้งแต่ระดับ 10-200 พีพีเอ็ม หรืออาจจะเกินมากกว่านี้

มีโอกาสที่จะเกิดปัญหาการเกิดพิษจากไอโอดีนมากเกินไปหรือไม่ อาจมีผู้ถามว่า ถ้ารับประทานอาหารทะเลแล้ว ยังต้องรับประทานเกลือผสมไอโอดีน น้ำปลาผสมไอโอดีน ฯลฯ อีกหรือไม่

คำตอบก็คืออาจไม่มีความจำเป็น เพราะอาหารทะเลก็จะมีปริมานไอโอดีนที่พอเพียงต่อร่างกายอยู่แล้ว และยังมีอาหารอื่น ๆ ที่มีส่วนผสมของไอโอดีนที่เราอาจได้รับโดยไม่ทราบมาก่อน อาทิเช่น ในขนมปัง ในรูปของสารกันบูด หรือใช้เป็น dough conditioner สารแต่งสีในอาหารบางชนิด สารกันบูดในฟาสต์ฟู้ดชนิดต่าง ๆ

คนอเมริกันส่วนใหญ่จะรับประทานเกลือเสริมไอโอดีนด้วย ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วจะได้รับไอโอดีนถึงวันละ 300 ไมโครกรัมต่อวันเลยทีเดียว ซึ่งยังคงไม่มีอันตรายแต่อย่างใด จากการศึกษาวิจัยพบว่าถ้ารับประทานไอโอไดด์ในอาหารถึงวันละ 2-3 มิลลิกรัม ซึ่งมากกว่าข้อกำหนดถึงเกือบ 20 เท่าก็ยังไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด ซึ่งถ้าคำนวณกลับถึงเกลือผสมไอโอดีนในบ้านเราแล้ว และปริมาณเกลือที่รับประทานต่อวัน ก็คงจะหมดความวิตกกังวลไปได้ว่า จะได้รับมากเกินไปจนเกิดโทษ ถ้าไม่มั่นใจว่ารับประทานอาหารทะเลอย่างพอเพียง การรับประทานเกลือเสริมไอโอดีนก็น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมอย่างหนึ่งที่จะป้องกันการขาดไอโอดีนได้

แสดงความคิดเห็น

« 5081
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ เว็บไซท์นี้สามารถเขียนข้อความในรูปแบบ มาร์คดาวน์ - Markdown Syntax:
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง